Tag Archives: กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ผู้ป่วยฉุกเฉินทุกสิทธิ ทั้งรพ.รัฐ-เอกชนทั่วไทย ไม่มีการถามสิทธิ์ ไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า

ผู้ป่วยฉุกเฉินทุกสิทธิ ทั้งรพ.รัฐ-เอกชนทั่วไทย ไม่มีการถามสิทธิ์ ไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า

“นายกรัฐมนตรี” ประกาศจัดเต็มบริการผู้ป่วยฉุกเฉินทุกสิทธิ ทั้งรพ.รัฐ-เอกชนทั่วไทย ไม่มีการถามสิทธิ์ ไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า วางมาตรการควบคุมราคายา การบริโภคยา และระบบการสร้างสุขภาพ ป้องกันโรค

นายกรัฐมนตรีประชุมเชิงนโยบายเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ ผลสรุปคืบหน้า พร้อมประกาศดีเดย์เริ่มบริการร่วมดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวกันในโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วไทยทั้งรัฐและเอกชน ไม่มีการทวงถามสิทธิ์ ไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า โดยจะให้บริการจนผู้ป่วยอาการทุเลากลับบ้านได้ และวางมาตรการควบคุมราคายาและการบริโภคยา การสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค

บ่ายวันนี้ (13 มีนาคม 2555 ) ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมเรื่อง การลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ ประกอบด้วยกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายแพทย์ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ ดร.คณิศ แสงสุพรรณและคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงแรงงาน เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสปสช. เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือสปส. อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้แทนสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือสสส.

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ติดตาม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. ติดตามความพร้อมการบูรณาการดูแลร่วมผู้ป่วยฉุกเฉินภายใต้มาตรฐานเดียวกันของ 3 กองทุนฯ โดยไม่มีการถามสิทธิและไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า 2.มาตรการควบคุมราคายาและการบริโภคยาระยะยาว และ3.มาตรการสร้างเสริมสร้างสุขภาพ ป้องกันโรค

สำหรับความคืบหน้าของการเตรียมความพร้อมให้บริการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินของ 3 กองทุนสุขภาพ นายกรัฐมนตรีให้ทั้ง 3 หน่วยงานจัดเตรียมแผนปฏิบัติการ แก้ไขระเบียบของแต่ละกองทุนเพื่อให้เกิดเอกภาพและคล่องตัว ไม่ส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลที่ให้บริการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจผู้บริหารโรงพยาบาลภาครัฐทั้งในและนอกสังกัด และโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2555 โดยในการให้บริการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตามระบบปกติของทั้ง 3 กองทุน จะดูแลจนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการทุเลาและกลับบ้านได้ หรือส่งต่อผู้ป่วยกลับไปดูแลต่อที่โรงพยาบาลที่อยู่ในระบบ ไม่ต้องมีระยะเวลาสิ้นสุด 72 ชั่วโมงเหมือนที่ผ่านมา โดยสปสช.จะเป็นศูนย์กลางติดตามการเบิกจ่ายค่าบริการ และได้จัดเตรียมสายด่วน 1330 พร้อมให้บริการให้ข้อมูลแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในการดูแลประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินทุกประเภท กระทรวงสาธารณสุขจะใช้กลไกสายด่วนกู้ชีพ 1669 มาร่วมบริการด้วย

ส่วนมาตรการควบคุมราคายาและการบริโภคยาระยะยาวนั้น ที่ประชุมมอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกับ 3 กองทุน จัดทำมาตรการเพื่อควบคุมราคายา และการบริโภคยา เช่น การรวมซื้อยาที่ส่วนกลาง หรือการต่อรองราคายา และส่งเสริมการสั่งยาโดยการใช้ชื่อสามัญทางยา เป็นต้น

สำหรับนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ได้ให้ 3 กองทุนสุขภาพ และสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพหรือสสส. บูรณาการ ร่วมกันเสนอประเด็นลดพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญ และลดการเจ็บป่วย ซึ่งจะมีผลในการลดความจำเป็นในการเข้าสู่บริการบำบัดรักษาใน 5 เรื่องสำคัญในเบื้องต้น ให้เกิดประสิทธิภาพ ได้แก่ 1. การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

2. พัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนในระดับตำบล เพิ่มพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเยาวชน ลดพฤติกรรมเสี่ยงการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด 3. พัฒนาระบบการให้บริการเพื่อช่วยเลิกสูบบุหรี่ ผลสำรวจล่าสุดคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ 11.5 ล้านคน 4. พัฒนาระบบการให้บริการเพื่อช่วยเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีข้อมูลในปี 2551 พบว่าประชาชนวัย 15-59 ปี เข้าข่ายมีความผิดปกติจากการดื่มสุรามากถึง 5 ล้านคน ในจำนวนนี้มีปัญหาติดสุราอย่างน้อย 3 ล้านคน และ 5. การดูแลผู้ป่วยในช่วงสุดท้ายของชีวิต เผชิญความตายอย่างสงบ ปราศจากความเจ็บปวด แต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิต 4.5- 5 แสนคน สาเหตุการตายอันดับ 1 คือมะเร็ง รองลงมาคืออุบัติเหตุ โรคหัวใจ โดยการตายที่โรงพยาบาลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.2 ในปี 2532 เป็นร้อยละ 39.3 ในปี 2548 และพบว่าครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,763 บาทสำหรับผู้ป่วยนอก 3 เดือนก่อนตาย และ 15,767 บาทสำหรับผู้ป่วยใน 6 เดือนก่อนตาย ในขณะที่โรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโรคทั่วๆไปเฉลี่ย 64,106 บาทต่อคนต่อปี แต่ในผู้ป่วยโรคมะเร็งค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 80,780 บาทต่อคนต่อปี

ที่มา : สปสช.

“3กองทุน” ยาราคาเดียว นำร่อง 7 กลุ่มยาแพง

“3กองทุน” ยาราคาเดียว นำร่อง 7 กลุ่มยาแพง

3 กองทุนสุขภาพผนึกกำหนดราคากลาง ยา-เครื่องมือแพทย นำร่องรายการยา 7 กลุ่มรักษาโรคเฉพาะ หวังลดงบค่ายาหลังพุ่งสูง 111% ตั้ง คกก.ร่วม 3 กองทุนเพื่อต่อรองบริษัทลดราคา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ยันสิทธิข้าราชการยังเหมือนเดิม แค่จัดทำราคายาในระดับที่เหมาะสม เตรียมนำข้อมูลราคากลางขึ้นเว็บไซต์ชี้ รพ.เบิกเกินส่ง สตง.ตรวจสอบค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ 3 กองทุนสุขภาพ ทั้งกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพโดยร่วมกันกำหนดราคากลาง ยา-เครื่องมือแพทย์ ให้เป็นราคาเดียวเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ นพ.เทียม อังสาชน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ (สพคส.) ได้ลงนามความร่วมมือจัดทำราคากลางยาและเครื่องมือแพทย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียม 3 กองทุน
นอกจากนี้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการและภาครัฐใช้จ่ายเงินได้อย่างเหมาะสมโดยการกำหนดราคากลางดังกล่าวได้จัดตั้งคณะดำเนินการร่วม 3 กองทุนในการจัดทำราคากลางยาและเครื่องมือแพทย์เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม

นพ.วินัย กล่าวว่า รัฐบาลตัดสินใจรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแทนประชาชน โดยระบบหลักประกันสุขภาพและสวัสดิการข้าราชการ รัฐบาลจ่ายให้ 100% ขณะที่ระบบประกันสังคม รัฐบาลจ่ายเพียง 1 ใน 3 เมื่อรวมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศทั้งหมดจะอยู่ที่ 13-14% ของงบประมาณ หรือคิดเป็น 4.3-4.4% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตามนักวิชาการประเมินว่า หากกองทุนทั้ง 3 ระบบไม่มีการพัฒนาร่วมกันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย อีก 10 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประเทศจะพุ่งไปอยู่ที่ 5.5-5.6% ของจีดีพี นั่นหมายถึงเงินจำนวนมากที่รัฐบาลต้องเพิ่มอีก สิ่งที่น่าสนใจขณะนี้คือ อัตราการเติบโตของรายจ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีประเทศอยู่มาก

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2546 และปี 2553 จีดีพีประเทศโตประมาณ 5.8% แต่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูงไปอยู่ที่ 9.8% ทั้งนี้เฉพาะค่ายาเพิ่มสูงถึง 111% จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องหาทางควบคุมเพื่อไม่ให้เป็นปัญหางบประมาณของประเทศในอนาคต

ใช้ราคายากลางคุมค่ายา
นพ.วินัย กล่าวต่อว่า จากปัญหาข้างต้น ทำให้ทั้ง 3 กองทุนต้องหันมาดูว่า จะมีกลไกจัดการอย่างไร เพื่อร่วมกันควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่งการจัดทำราคากลางของยาและเครื่องมือแพทย์ถือเป็นหนทางหนึ่ง โดยกำหนดการจ่ายเงินที่เป็นไปตามแนวปฏิบัติ วิธีการของแต่ละหน่วยงาน โดยจะมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้แทนของทั้ง 4 หน่วยงานข้างต้น ร่วมถึงผู้แทนของผู้มีส่วนได้เสียจากทุกภาพส่วนร่วมกันพิจารณา
เบื้องต้นจะเริ่มต้นในกลุ่มยาสำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเฉพาะ ซึ่งเป็นกลุ่มยาราคาแพง หรือที่เรียกว่า บัญชี ยา จ (2) มีอยู่ประมาณ 7 รายการ และจะขยายต่อไปยังเครื่องมือแพทย์ อย่างเช่น ข้อเข่าเทียม และสเต็นท์อุปกรณ์สายสวนหัวใจ ซึ่งหาก 3 กองทุนร่วมกันเจรจาต่อรอง มั่นใจว่าจะทำให้ค่ายาและค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์มีราคาที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่าในปัจจุบัน และจะส่งผลดีต่องบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต

ยืนยันสิทธิข้าราชการไม่ลดลง
นายรังสรรค์ กล่าวว่า การจัดทำราคากลางยาและเครื่องมือแพทย์ไม่ได้เป็นการลดสิทธิข้าราชการ ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นการทำเพื่อลดราคาให้เหมาะสมมากกว่า โดยดูข้อเท็จจริงว่า ค่าใช้จ่ายอะไรที่ระบบสวัสดิการข้าราชการต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง อย่างกรณีของสายสวนหัวใจ สปสช.จัดซื้อเพียงแค่ 10,000 บาทเท่านั้น แต่ระบบสวัสดิการข้าราชการมีการเบิกจ่ายสูงถึง 40,000 บาท ซึ่งสูงกว่าหลายเท่า รวมทั้งยา Immunoglobulin G (IVIG) ที่อยู่ในบัญชียา จ (2) ในการรักษาโรคเกล็ดเลือดต่ำที่เกิดจากภูมิคุ้มกันต่อต้านเกล็ดเลือดของตนเอง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคคาวาซากิ โรคภูมิต้านทานตั้งแต่กำเนิดชนิดที่ร่างกายไม่สร้างอิมมูโนโกลบูลิน (เป็นโรคทางพันธุกรรม) ซึ่ง สปสช.จัดซื้อได้ในราคา 4,000 บาท แต่มีการเบิกจ่ายจากกรมบัญชีกลางในราคา 12,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีอวัยวะเทียมอื่นๆ อย่างข้อเข่า ประสาทหูเทียม เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องมีราคากลางเพื่อใช้ในการเบิกจ่ายที่เหมาะสม โดยราคากลางนี้จะประกาศในเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง ทั้งนี้ในกรณีที่ต้องการใช้ยาหรือเครื่องมือแพทย์ที่เกินจากราคากลางกำหนดคงต้องจ่ายเพิ่ม ยืนยันไม่ได้เป็นการตัดสิทธิข้าราชการและประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลยังคงเท่าเดิม

ประกาศราคากลางบนเว็บไซต์
นายรังสรรค์ กล่าวต่อว่า หลัง 3 กองทุนเห็นชอบราคากลางยาและเครื่องมือแพทย์ร่วมกันแล้ว จะมีการประกาศข้อมูลบนเว็บไซต์ ซึ่งต่อไปหากโรงพยาบาลใดจะซื้อยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์จะต้องไม่เกินราคากลางที่กำหนดนี้ อย่างไรก็ตามการกำหนดราคากลางนี้จะต้องหารือกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน เช่น ทางราชวิทยาลัยต่างๆ และสมาคมยา โดยราคากลางที่กำหนดอาจสูงกว่าที่ทาง สปสช.จัดซื้ออยู่ในขณะนี้เพียงเล็กน้อย เพื่อให้เป็นราคากลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ที่สำคัญยาและเครื่องมือแพทย์จะต้องมีคุณภาพ
ทั้งนี้หลังประกาศราคากลางยาและเครื่องมือแพทย์รายการใดแล้ว หากโรงพยาบาลใดยังจัดซื้อในราคาแพงเกินกว่านั้น จะมีการส่งเรื่องให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดำเนินการต่อไป หลายโรงพยาบาลที่ซื้อยาและเครื่องมือแพทย์ในราคาแพงอยู่ เนื่องจากมีเซลส์ขายยาคอยวิ่งไปหาหมอ มีค่าใช้จ่ายทั้งคอมมิชชั่น ค่าส่งเสริมการขาย แต่ถ้ามีการประกาศราคากลางออกไปทางเซลส์ก็ไม่ต้องวิ่งไปหาหมอ ตรงนี้เป็นความฝันที่อยากให้เกิดขึ้น อย่างสเต็นท์ราคาก็ลดลงอย่างมาก แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในส่วนของสวัสดิการข้าราชการคงลดลง

นายรังสรรค์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันเมื่อให้ข้าราชการใช้ยาในราคาเดียวกับสิทธิอื่นๆ ก็อาจจะไปเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านอื่นให้เช่น ค่าห้อง ส่วนราคาที่ สปสช.จัดซื้ออาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
เขาบอกอีกว่า ปีที่ผ่านมากรมบัญชีกลางได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขสุ่มตรวจเวชระเบียนโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศประมาณ 40 แห่ง พบว่า สามารถเรียกเงินคืนได้ประมาณ 50 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกรณีผู้ป่วยนอก เช่น แพทย์มีการจ่ายยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้

คุม 7 กลุ่มยาโรคราคาแพง
ส่วนข้อมูลยาในบัญชี จ (2) ที่จะใช้เป็นยาราคากลาง ได้แก่
1.ยา Letrozole ยารักษามะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย
2.ยา Immunoglobulin G (IVIG) ใช้ในการรักษาโรคยากๆ เช่น โรคเกล็ดเลือดต่ำที่เกิดจากภูมิคุ้มกันต่อต้านเกล็ดเลือดของตนเอง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคคาวาซากิ โรคภูมิต้านทานตั้งแต่กำเนิด ชนิดที่ร่างกายไม่สร้างอิมมูโนโกลบูลิน (เป็นโรคทางพันธุกรรม)
3.Docetaxel ใช้รักษามะเร็งปอดระยะลุกลาม ชนิด non small cell และมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย
4.Botulinum toxin type A รักษาโรคคอบิด โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก
5.Leuprorelin ใช้รักษาอาการเจริญพันธุ์ก่อนวัยในเด็ก
6.Liposomal amphothericin B รักษาอาการติดเชื้อราอย่างรุนแรง และ
7.Verteporfin ยารักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม

ที่มา : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังได้รับสิทธิล้างไตช่องท้องจากสปสช.

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังได้รับสิทธิล้างไตช่องท้องจากสปสช.

สปสช.เผยยอดผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระบบหลักประกันสุขภาพกว่า 19,000 รายครอบคลุมทั้งการล้างไตช่องท้อง การปลูกถ่ายไต และการฟอกเลือดซึ่งการฟอกเลือดผู้ป่วยต้องร่วมจ่ายครั้งละ 500 บาทตั้งเป้ารณรงค์ใช้วิธีการล้างไตช่องท้อง เพราะผู้ป่วยทำได้เอง ไม่ต้องมาเสียเวลาที่รพ. เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยที่ขาดแคลนแพทย์และเน้นการป้องกันไม่ให้คนป่วยเป็นโรคไต โดยควบคุมป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

เผย 4 มีนาคม เชิญร่วมกิจกรรมวันไตโลก นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการเสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า การบริหารจัดการกองทุนโรคไต ในปีงบประมาณ 2555 ได้ครอบคลุมการให้บริการบำบัดทดแทนไตทุกประเภท ได้แก่

•การล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง
•การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
•การผ่าตัดปลูกถ่ายไต
•การให้ยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไต
•รวมถึงการพัฒนาระบบทั้งในด้านการพัฒนาวิชาการและกำลังคนเพื่อรองรับการให้บริการ
สำหรับในปีงบประมาณ 2555 เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปีที่ผ่าน โดยหน่วยบริการ,สถานบริการที่เข้าร่วมให้บริการบำบัดทดแทนไต เบิกจ่ายชดเชยค่าบริการจากกองทุนโรคไตวายได้

นายแพทย์วินัยกล่าว่า นโยบายสำคัญสิทธิประโยชน์โรคไตวายเรื้อรังนั้น สปสช.เน้นวิธีการล้างไตทางช่องท้องนั้น เป็นวิธีการที่ปลอดภัยโดยเฉพาะกับผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคหัวใจ และยังเป็นวิธีที่ช่วยรักษาสภาพการทำงานของไตได้นานอีกด้วย และยังเป็นวิธีการที่สะดวกที่สุด ผู้ป่วยทำเองได้ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของรพ. ไม่ต้องมารอคิวฟอกเลือดที่รพ. เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของระบบสาธารณสุขไทยที่ผู้ให้บริการมีน้อยกว่าผู้รับบริการ

จากผลการศึกษาทางวิชาการพบว่า อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องมีอัตราใกล้เคียงกับต่างประเทศคือมีอัตราการรอดชีวิตที่ 1 และ 3 ปีเท่ากับ 80 และ 55 ตามลำดับ โดยการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องมีอัตราการรอดชีวิตที่ 1 และ 3 ปีเท่ากับร้อยละ 70-95 และ 46-88 ตามลำดับ

สำหรับอัตราการติดเชื้อทางช่องท้องพบว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อเท่ากับ 0.47 ครั้งต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องจากต่างประเทศเช่น สกอตแลนด์ เท่ากับ 0.42 ครั้งต่อปี นิวซีแลนด์ เท่ากับ 0.60 ครั้งต่อปี ออสเตรเลีย 0.62 ครั้งต่อปี ญี่ปุ่น 0.22ครั้งต่อปี และ ประเทศสเปนเท่ากับ 0.38 ครั้ง ต่อปี

สำหรับการศึกษาทางมิติทางสังคมพบว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้องมีคุณภาพที่ดีทางด้าน กำลังใจ, สุขภาพจิต, สุขภาพกาย, การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้ว พบว่าผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องชาวไทยมีคุณภาพชีวิตไม่ต่างจากต่างประเทศ สำหรับการรักษาที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดคือการปลูกถ่ายไต ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ให้ความสำคัญและคุ้มครองค่าใช้จ่ายทั้งหมด

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องการบริจาคอวัยวะซึ่งมีไม่เพียงต่อผู้ป่วยที่รอรับบริจาคอวัยวะ โดยแนวทางการพัฒนาระบบบริการทดแทนไตในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น จะให้ดำเนินการบริการทดแทนไต ควบคู่กับการป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะไตวาย พัฒนาระบบบริการทดแทนไตให้มีมากเพียงพอ ได้มาตรฐาน เป็นธรรมในการเข้าถึง รวมถึงการรณรงค์และสร้างทัศนคติที่ดีต่อการบริจาคอวัยวะ โดย สปสช. ได้เป็นภาคีร่วมกับองค์กรต่างๆ ได้แก่

•กระทรวงสาธารณสุข
•มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย
•ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
•สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย
•สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย
•สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย
•ชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย
และจะส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ป่วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสังคมมีส่วนร่วมการดูแลดำเนินการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต
เลขาธิการสปสช.กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถได้รับบริการทดแทนไต ทุกประเภทโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินการตามนโยบายส่งเสริมการล้างไตช่องท้อง (CAPD First policy ) ยกเว้นผู้ป่วยที่ทำการฟอกเลือดรายเก่า ที่เป็นโรคไตวายก่อนที่ระบบหลักประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครอง และไม่สมัครใจทำล้างไตผ่านช่องท้อง จะต้องร่วมจ่าย 1 ใน 3 ของค่าบริการฟอกเลือด ซึ่งไม่เกิน 500 บาท ขณะที่ผู้ป่วยที่ทำการฟอกเลือดรายใหม่ แต่ไม่สมัครใจทำการล้างไตผ่านช่องท้องจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดเอง

ปัจจุบันผู้ป่วยที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้รับบริการทดแทนไต มีประมาณ 19,000 คน แบ่งเป็น เป็นการล้างไตทางหน้าท้อง (CAPD) ประมาณ 9,600 คน เป็นการฟอกเลือด (HD) ประมาณ 9,300 คน และต้องให้ยากดภูมิหลังผ่าตัดปลูกถ่ายไตประมาณ 800 คน อย่างไรก็ตาม สำหรับงบประมาณที่ใช้ในปี 2551 ประมาณ 160 ล้านบาท, ในปี 2552 ประมาณ 1,488 ล้านบาท, ในปี 2553 ประมาณ 2,704 ล้านบาท และในปี 2554 ประมาณ 3,226 ล้านบาท และในปี 2555 สปสช. ตั้งงบไว้ 3,857 ล้านบาท เน้นการให้บริการปลูกถ่ายไต และการล้างไตทางช่องท้องในระหว่างรอรับบริจาค ควบคู่ไปกับการป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

ศ.นพ.ดุสิต ล้ำเลิศกุล นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยกล่าวว่า โรคไตวายเรื้อรัง เป็นโรคร้ายที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต และส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของไทย ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในอดีตยังขาดการคุ้มครองดูแลในด้าน การรักษาพยาบาลจากภาครัฐอย่างครอบคลุม ทำให้ผู้ป่วยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมากซึ่งสำหรับผู้ยากไร้มีรายได้น้อยแล้วมักจะเสียชีวิตเสียก่อนเวลาอันควร เพราะไม่มีเงินรักษา ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์นี้ลุกลามต่อไปจะเป็นการสูญเสียทั้งทรัพยากรคนและเงินอย่างมหาศาล จึงเป็นปัญหาสาธารณสุข ที่บุคลากรทางแพทย์และผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญและร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามปัจจุบันปัญหาประชากรป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะไทยเท่านั้น แต่ใน 46 ประเทศทั่วโลกที่พัฒนาแล้วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต่างให้ความสำคัญกับปัญหาของโรคนี้ที่คุกคามคุณภาพชีวิตของประชากร สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจกล่าวได้ว่า ไทยเป็นประเทศแรกที่มีบทบาท สำคัญในการปลุกกระแสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ได้เล็งเห็นความสำคัญของโรคไตเรื้อรังโรคร้ายที่คร่าชีวิต คนในแต่ละปีไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และองค์กรภาครัฐ ผนึกกำลังจัดกงาน “วันไตโลกปี 2555” ในวันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคมนี้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น รามาฮอลล์ ผู้สนใจเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ที่มา : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

คนพิการคนไทยอุ่นใจ ขาเทียมไทยเพื่อคนไทย

คนพิการคนไทยอุ่นใจ ขาเทียมไทยเพื่อคนไทย

นับตั้งแต่จดทะเบียนเปิดตัวมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมาตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน สามารถทำขาเทียมให้ผู้พิการทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวน 20,077 คน ในจำนวนขา 23,346 ขาช่วยผู้พิการประหยัดเงินได้ 675,930,000 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้มีความต้องการขาเทียมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากผู้พิการสามารถเดินทางมาทำขาเทียมที่มูลนิธิขาเทียมฯใน จ.เชียงใหม่ ที่ใช้เวลาทำขาเทียมแล้วเสร็จภายใน 4-5 ชั่วโมง ผู้พิการสามารถทำขาเทียมภายในวันเดียวได้ขาเทียมกลับไปใช้ได้เลยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังสามารถทำขาเทียมโรงพยาบาลในตัวเมืองซึ่งมีช่างเพียง 1-3 คน ตลอดจนการออกหน่วยเคลื่อนที่ของมูลนิธิฯ ไปยังท้องถิ่นชนบท แต่ยังพบว่ายังไม่สามารถบริการได้เพียงพอกับความต้องการ เพราะการออกหน่วยเคลื่อนที่ปีละ 5 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน รองรับผู้พิการได้ประมาณ 300 ขาต่อครั้ง รวมทั้งผู้พิการที่เคยได้รับขาเทียมไปแล้วยังต้องซ่อมแซมตามอายุการใช้งาน

ผู้พิการที่ต้องใช้ขาเทียมนอกจากเสียขาในการเหยียบกับระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งยังมีอยู่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์และผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องตัดขา

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงร่วมกับมูลนิธิขาเทียมฯ ส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงพยาบาลชุมชนจัดตั้งโรงงานทำขาเทียมขึ้น พร้อมสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำขาเทียม เพื่อให้คนพิการขาขาดได้รับขาเทียมอย่างรวดเร็วและทั่วถึง และฝึกอบรมให้คนพิการขาขาดได้มีความรู้ความสามารถในการทำขาเทียม ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 ปัจจุบันมีโรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนแล้ว 22 แห่งกระจายอยู่ในแต่ละภาค อาทิ ภาคเหนือ รพ.แม่ลาว จ.เชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย รพ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด รพ.ปราสาท จ.สุรินทร์ รพ.นางรอง บุรีรัมย์ ภาคกลาง รพ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม ภาคตะวันตก รพ.สมเด็จพระยุพราชจอมบึง จ.ราชบุรี ภาคใต้ รพ.สมเด็จพระบรมราชินีนาถนาทวี จ.สงขลา เป็นต้น

นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ดำเนินตามพระราชประสงค์สมเด็จย่า ที่จะมุ่งมั่นทำขาเทียมให้ผู้พิการขาขาด ยากไร้ ด้อยโอกาส โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนาและไม่คิดมูลค่าพร้อม ๆ กับคิดค้นชิ้นส่วนขาเทียมเน้นใช้วัสดุในประเทศให้มากที่สุด เพื่อให้มีราคาถูกลง ซึ่งภายหลังจากก่อตั้งมูลนิธิมาคณะทำงานได้ผลิตขาเทียมโดยคิดค้นเทคนิคและอุปกรณ์ต่าง ๆ จนทำให้เมืองไทยติดอันดับโรงงานผลิตขาเทียมใหญ่ที่สุดในเอเชีย และมีความโดดเด่นเรื่องของคุณภาพและมีราคาถูกเมื่อเทียบกับขาเทียมจากต่างประเทศ นอกจากขาเทียมที่ใช้งานทั่วไปแล้ว ยังผลิตขาเทียมเกษตรที่สามารถใส่แบบสมบุกสมบัน ทำนา ทำไร่ ได้ ตลอดจนทำให้ผู้พิการใส่ขาเทียมนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ รวมทั้งเท้าเทียมที่สามารถสวมรองเท้าแตะแบบหูคืบได้ ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนของเท้า 2,000 บาทต่อข้างจากเดิมที่มีราคาถึง 4,000 บาท โดยให้ยึดหลักว่าขาเทียมที่ดีต้องสวมใส่แล้วสบาย

ผู้พิการที่เดินทางมาทำขาเทียมในโรงงานของมูลนิธิได้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่เว้นแม้แต่ชาวต่างชาติ ที่ผ่านมามูลนิธิไปทำขาเทียมและถ่ายทอดความรู้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซีย พม่า แอฟริกาใต้ พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้พิการมาเป็นช่างผลิตขาเทียม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้พิการในรายอื่น ๆ ว่าเมื่อใส่ขาเทียมจากมูลนิธิสามารถใช้เดิน วิ่งได้ เกือบจะเท่าขาจริงที่สูญเสียไป

ไชยศรี ยอดประเสริฐ ช่างทำขาเทียมวัย 47 ปี เล่าว่า ตัวเองได้รับอุบัติเหตุจากการเหยียบกับระเบิดที่ชายแดน จ.สุรินทร์ เมื่อ 30 ปีก่อนหลังจากได้รับการใส่ขาเทียมได้รับการชักชวนจากเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิมาเป็นช่าง โดยยึดอาชีพทำขาเทียมมาแล้ว 5 ปี สำหรับช่างที่เป็นผู้พิการมีทั้งหมด 7 คน ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้พิการมาทำขาเทียมเฉลี่ย 5-10 คนมาใช้บริการ บางครั้งก็มาเป็นรถบรรทุกด้วยการพาของทหาร

สำหรับโครงการอบรมทำขาเทียมให้กับโรงพยาบาลชุมชนนั้นจะคัดเลือกผู้มีความสนใจรวมทั้งผู้พิการมาเป็นช่างทำขาเทียมโดยใช้เวลา 4 เดือนในการอบรม ทางมูลนิธิจะสนับสนุนอุปกรณ์ครั้งแรก 50 ชุดเพื่อโรงพยาบาลจะใช้ทำขาเทียมให้แก่คนพิการในระยะแรกเริ่ม ในส่วนของคนไข้ที่ใช้สิทธิบัตรทอง หลังจากการทำขาเทียมให้คนพิการเสร็จสมบูรณ์ โรงพยาบาลจะทำเรื่องเบิกค่าใช้จ่ายจาก สปสช. อีกที เท่ากับผู้พิการที่อยู่ในระบบบัตรทองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ อาจจะใช้เวลา 2-3 วัน ในการผลิตขาสำหรับผู้พิการ 1 ท่าน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและมาตรฐานมูลนิธิจะจัดทีมไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลปีละ 2 ครั้ง กรณีที่มีปัญหาในการใช้บริการ เช่น อุปกรณ์ทำขาเทียมชำรุด มูลนิธิจะจัดส่งช่างไปดูแลซ่อมแซมให้

ความฝันของผู้พิการขาขาดในท้องถิ่นห่างไกล เริ่มสะดวกสบายขึ้นไม่ต้องเดินทางไกลไปใส่ขาถึงเชียงใหม่ แต่มีขาใหม่ได้จากโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือประจำอำเภอ.

3กองทุนสุขภาพ รักษาฉุกเฉินทุกรพ.

3กองทุนสุขภาพ รักษาฉุกเฉินทุกรพ.

 

“ยิ่งลักษณ์” ไฟเขียว 3 กองทุนสุขภาพใช้บริการเดียวรักษา “อุบัติเหตุ-เจ็บป่วยฉุกเฉิน” ได้ทุกโรงพยาบาล เคาะค่ารักษาหัวละ 10,500 บาท ดีเดย์ 1 เม.ย. นี้ สั่งทุกกองทุนทบทวนงบประมาณหวั่นงบค่ารักษาบานปลายคุมไม่ดีอีก 8 ปี พุ่งกว่า 7 แสนล้านบาท ขณะที่ สปสช.รับประสานโรงพยาบาลทุกสังกัด พร้อมตั้งศูนย์ดูแลการเบิกจ่ายทั้ง 3 กองทุน

นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมเชิงนโยบาย เรื่อง การลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพรัฐ ครั้งที่ 3 ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวานนี้ (2 มี.ค.) ว่า ที่ประชุมมีบทสรุปเรื่องการเสริมสร้างสุขภาพป้องกันโรค ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และโรคทุกโรคครอบคลุมทั้งหมด ยกเว้น 4 ประเด็น คือ 1.การเข้ารักษาเพื่อความสวยงาม 2.การรักษามีบุตรยาก หรือผสมเทียม 3.การตรวจวินิจฉัยรักษา เกินความจำเป็นหรืออยู่ระหว่างทดลอง และ 4.การรักษาที่ไม่เป็นไปตามแพทย์ระบุ

 

ส่วนผู้ป่วยนอก สามารถรักษากับสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ก่อน หากโรงพยาบาลใดไม่สามารถรักษาได้ให้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีศักยภาพรักษาเพิ่มได้ ส่วนโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคเอดส์ ไตวาย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จะถูกจัดไว้ในระบบทั้งหมด และครอบคลุมยาราคาแพงด้วย โดยผู้ป่วยทุกคนที่ต้องใช้ยาราคาแพง ไม่ว่าโรคใดจะได้รับยาอย่างเท่าเทียมกันทุกคน

“ ความสำคัญเพื่อให้เข้ามาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันในการรักษาพยาบาลทั้งหมด เป้าหมายคือ เมื่อป่วยฉุกเฉินรับบริการได้ทุกโรงพยาบาลไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน แต่หากไม่ใช่กรณีฉุกเฉินให้รักษาในโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้ก่อน โดยไม่ต้องสำรองเงินล่วงหน้า มีระบบเบิกจ่ายกลางเพื่อความสะดวกแก่สถานพยาบาลต่างๆ” นายภักดีหาญส์ กล่าว

สำหรับกรณีการบริการผู้ป่วยในของแต่ละกองทุนที่มีความแตกต่างในการจ่ายยา นั้น ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้กำหนดอัตราชดเชยกรณีข้าราชการ รับบริการเป็นผู้ป่วยใน ที่ทั้ง 3 กองทุน ได้แก่ ประกันสังคม ประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสวัสดิการข้าราชการ เห็นพ้องคือ 10,500 บาท ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการรักษาอัตรานี้เท่ากัน ซึ่งในที่ประชุมนายกฯ ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนเพิ่มเติม และของบประมาณทั้งหมดเข้ามาอีกครั้งหนึ่งในที่ประชุมวันที่ 13 มี.ค. นี้ เพราะนโยบายนี้จะมีผลในวันที่ 1 เม.ย. นี้

สปส.จ่ายดีอาร์จี (DRG) ละ1.5หมื่นบาท

นายแพทย์สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า การให้บริการรักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุและเจ็บป่วยฉุกเฉิน เช่น โรคหัวใจ โรคสมอง กำหนดให้เป็นระบบเดียวกันคือ หากประชาชน ผู้ประกันตน และข้าราชการเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาล รัฐหรือเอกชนได้ โดยโรงพยาบาลไม่ต้องถามผู้ป่วยว่าอยู่ระบบการรักษาใด และรักษาจนสิ้นสุดการรักษา โดยปัจจุบันผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษากรณีอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุก เฉิน ได้เฉพาะโรงพยาบาลนอกบัตรได้ภายใน 72 ชั่วโมง และต้องแจ้งโรงพยาบาลตามบัตรรับช่วงรักษาต่อ แต่ระบบใหม่ทั้ง 3 กองทุนผู้ประกันตนจะได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลนั้นๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยโรงพยาบาลนั้นจะเรียกเก็บค่ารักษาจากหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยที่มีสิทธิ รักษาพยาบาล และยึดค่ารักษาตามระดับความรุนแรงของโรค (ดีอาร์จี) เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

ส่วนผู้ประกันตน ที่ไปเข้ารับการรักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินที่โรงพยาบาล รัฐหรือเอกชนนอกเครือข่ายประกันสังคม สปส.จะร่วมกับอีก 2 กองทุนจ่ายค่ารักษาดีอาร์จีละ 1.5 หมื่นบาทเช่นเดียวกับโรงพยาบาลเครือข่ายประกันสังคม คาดเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้ โดยวันที่ 13 มี.ค. นี้ จะประชุมหาข้อสรุปงบดำเนินการ

นายกฯห่วงอีก 8 ปีงบรักษาพุ่ง 7 แสนล้าน

นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือถึงแนวทางพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เรื่องการรักษาพยาบาลโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งขณะนี้ทั้ง 3 ระบบมีมาตรฐานให้บริการแตกต่างกัน จึงต้องการพัฒนาระบบรักษาพยาบาลโรคเรื้อรังให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยจากการหารือเบื้องต้นพบว่า ปัจจุบันการรักษาพยาบาลโรคเรื้อรังที่มีมาตรฐานใกล้เคียง คือ โรคเอดส์และโรคไต ดังนั้นระยะแรกจึงมีแนวคิดจะพัฒนามาตรฐานการรักษาพยาบาลโรคเรื้อรังของทั้ง 3 ระบบเป็นมาตรฐานเดียวกันก่อน เพื่อนำร่อง โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการภายในปีนี้ แต่ต้องหารือในรายละเอียดอีกครั้ง

“ในที่ประชุมนายกฯ ยังมีข้อห่วงใยเรื่องค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ที่เป็นภาระงบประมาณประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลที่รัฐต้องจ่ายทุกระบบอยู่ที่กว่า 4.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ซึ่งหากไม่ปรับรูปแบบรักษาพยาบาลและควบคุมค่าใช้จ่าย เช่น ค่ายาง จะทำให้ปี 2563 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า ภาระงบค่ารักษาพยาบาลจะสูงกว่า 7 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.5% ของ จีดีพี”

ค่ารักษาฉุกเฉินหัวละ10,500บาท

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นายกฯห่วงใย 3 กองทุนสุขภาพ โดยได้ข้อยุติเรื่องการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ต่อไปประชาชนทั้ง 3 กองทุน จะได้รับการดูแลเท่ากัน หากป่วยฉุกเฉิน สามารถใช้สิทธิที่โรงพยาบาลใดก็ได้ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน สำหรับค่าน้ำหนักสัมพัทธ์เฉลี่ย หรือ RW ของผู้ป่วยในของโรงพยาบาลทุกระบบอยู่ที่ 10,500 บาท แต่ก่อนบังคับใช้ต้องศึกษารายละเอียดและผลกระทบให้รอบคอบ โดยการดำเนินการอาจแก้ไขประกาศ หรือกฎระเบียบต่อไป และในอนาคตจะขอความร่วมมือไปยังโรงพยาบาลทหารและโรงพยาบาลตำรวจด้วย

 

นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า กรณีนี้เป็นแค่การจัดระบบบริหารการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและอุบัติเหตุเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ เพราะเป็นสิ่งที่แต่ละกองทุนกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาการเข้ารับบริการกรณีฉุกเฉินอาจต้องส่งไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ และสะดวกที่สุดก่อน แต่โรงพยาบาลดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นเครือข่ายหรือคู่สัญญาของกองทุนนั้นๆ จึงมีปัญหาเบิกจ่ายและใช้สิทธิ์รักษาพยาบาล ผู้ป่วยบางรายต้องจ่ายเงินเอง ซึ่งบางกรณีค่ารักษาสูงมากจนเกิดปัญหา ทำให้มีการร้องเรียน โดย สปสช.ได้รับมอบหมายให้ดูในเรื่องการเบิกจ่าย โดยจะตั้งศูนย์ข้อมูลการเบิกจ่ายผู้ป่วยฉุกเฉินดูแลการเบิกจ่ายทั้ง 3 กองทุน

“ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหารือกับโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงเอกชน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขรับจะประสานเรื่องนี้ และทำรายละเอียดตัวเลขการเบิกจ่าย เสนอนายกฯ วันที่ 13 มี.ค. นี้อีกครั้ง” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของผู้ป่วยในนั้น คิดค่าใช้จ่ายขึ้นกับความหนักเบาของโรค เช่น กรณีผ่าตัดไส้ติ่ง เป็นโรคง่ายๆ นอนโรงพยาบาลไม่นาน ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ หรือ RW เท่ากับ 1 เงินที่เบิกได้ต่อครั้ง คือ 10,500 บาท แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยผ่าตัดโรคหัวใจค่า RW เท่ากับ 10 โรงพยาบาลจะเบิกได้ 10 เท่า หรือกว่าแสนบาท ข้อดีของการใช้ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ทุกกองทุนคือ ไม่ว่าใช้สิทธิใด โรงพยาบาลจะเบิกค่าใช้จ่ายได้เท่ากันหมด และเปิดโอกาสให้ข้าราชการใช้สิทธิในโรงพยาบาลเอกชนได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่า โรงพยาบาลเอกชนจะเข้าร่วมและยอมรับค่า RW ได้หรือไม่

 

ที่มา : Article Base KCNBrand.com

เปิดใจ”น.พ.วินัย”กับ”เก้าอี้”เลขาธิการสปสช.

เปิดใจ”น.พ.วินัย”กับ”เก้าอี้”เลขาธิการสปสช.

นับถอยหลังอีกเพียง 31 วัน “นายแพทย์วินัย สวัสดิวร”เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนปัจจุบันจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 31 มีนาคม 2555

ส่งผลให้ขณะนี้ “เก้าอี้” ตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ “ร้อนระอุ” ขึ้นมาทันที ด้วยบทบาทที่ต้องรับผิดชอบบริหารงบประมาณกองทุนสุขภาพนับแสนล้านบาทต่อปี จึงถือเป็นหน่วยงานที่ช่วยสร้างฐานคะแนนเสียงให้กับฝ่ายการเมืองได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันหลายคนกำลังจับตาดูว่า ในโค้งสุดท้าย นายแพทย์วินัย จะประกาศลงชิงชัยในตำแหน่งอีกครั้งหรือไม่ ที่สำคัญการสานต่อนโยบายยกระดับ “กองทุน30บาท” ให้ทัดเทียมกับกองทุนสวัสดิการข้าราชการ โอกาสนี้ “นายแพทย์วินัย” ได้มาเปิดใจกับ “มติชนออนไลน์”

Q : ช่วง 10 ปีในการบริหารงานมีเสียงสะท้อนทั้งชื่นชม และตำหนิ โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ป่วยกว่าจะเข้าถึงแพทย์ได้ใช้เวลาเกือบ 10 ชั่วโมง แต่ได้พบหมอ2 นาที

A : 10 ปีที่ผ่านมา ขอพูดเรื่องดีก่อน เราได้ช่วยป้องกันประชาชน โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องล้มละลายหรือยากจนปีหนึ่งประมาณ 80,000 ครอบครัว เราทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น จากผู้ป่วยเคยไปใช้บริการนอกโรงพยาบาลปีละ 100 ล้านครั้งทั่วประเทศ เป็น 170-180 ล้านครั้ง ผู้ป่วยในเคยนอนโรงพยาบาลปีละ 2-3 คน ปีนี้เพิ่มเป็นเกือบ 6 ล้านคน

แต่ในส่วนมุมมองของหมอ และพยาบาลภาระกิจงานมากเป็นเรื่องสำคัญ โรงพยาบาลที่แออัด ห้องตรวจกับหมอที่มาตรวจน้อยกว่าคนไข้ ทำให้รอนาน ขณะที่เวลาได้พบแพทย์นิดเดียว เพราะขณะนี้ประชาชน ตอนนี้คนไทยไปใช้บริการที่โรงพยาบาลประมาณ 3 ครั้งกว่าต่อคนต่อปี ถือว่าไม่มากหากเทียบกับประเทศ เช่น ไต้หวันประมาณ 14 ครั้งต่อคนต่อปี อังกฤษประมาณ 8 ครั้งต่อคนต่อปี สิงคโปร์ประมาณ 6-7 คนต่อครั้งต่อปี

แต่สัดส่วนระหว่างหมอกับคนไข้ไม่พอ จำนวนหมอต่อการดูแลประชาชน หมอ 1 คนดูแลประชาชนมากกว่าประเทศข้างเคียงที่อยู่รอบบ้านเรา เพราะฉะนั้นการแก้ไข เราไม่เคยคิดจะไปลดจำนวนประชาชนที่มาใช้บริการ ต้องเพิ่มการให้บริการ เรื่องนี้เรามีส่วนรับผิดชอบ แต่เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

ผมคิดว่าภาครัฐบาลเองต้องวางแผน 1.เพิ่มการให้บริการ 2.กระจายหมอพยาบาล ซึ่งกระจุกอยู่เมืองใหญ่ หรือในกรุงเทพ ให้ไปอยู่ในที่ที่มีประชาชนอยู่จำนวนมาก เช่น ในภาคอีสาน ไปขยายหน่วยบริการในจังหวัดที่มีประชาชนจำนวนมาก เรื่องเหล่านี้ต้องแก้ไขในระบบใหญ่โดยรวม แต่ไม่เกิดขึ้นง่าย ต้องใช้องค์ประกอบที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน เช่น การเพิ่มคน ต้องไปขออัตรากำลังจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)บุคลากรในด้านสาธารณสุขสัดส่วนตอนนี้มีปัญหา

ขณะนี้ภาระงบประมาณของรัฐบาลเป็นค่าจ้างข้าราชการมากอยู่แล้วอาจจะมีขบวนการที่จะใช้องค์ประกอบอื่นมาช่วย เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งเรื่องการจัดบริการ ต้องเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาร่วมในการให้บริการ เป็นเรื่องของกลไกที่ต้องจัดการ การจะทำให้ลดการรอคอยให้หมอมีเวลาให้กับคนไข้มากขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาระดับประเทศ สูงกว่าระดับสำนักงาน

Q : การที่มีคนป่วยไปใช้บริการเพียง 3 ครั้งต่อปี ถือว่าน้อยอาจมาจากสาเหตุทนไม่ไหว รอคอยไม่ได้ เลยไปโรงพยาบาลเอกชน ไม่อยากใช้บริการภาครัฐ

A : อันนี้มีแน่นอน เราเคยไปดูตัวเลขว่า คนที่เจ็บป่วยไปใช้สิทธิ์หรือไม่ โดยการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติทุกปีพบว่า คนในชนบทส่วนใหญ่ ยังไปใช้บริการตามสิทธิ์ของตัวเอง แต่คนในเมือง ในกรุงเทพหลายส่วนไปใช้บริการของคลินิก โรงพยาบาลเอกชน และจ่ายเงินเอง แต่ไม่ทราบว่าประชาชนไปใช้บริการคลินิกกี่ครั้ง การสำรวจข้อมูลของสำนักงานสถิติได้มีการสอบถามด้วยว่า เมื่อเจ็บป่วย ประชาชนใช้วิธีซื้อยากินเอง หรือไปหาหมอ มีตัวเลขส่วนหนึ่งสูงกว่า 3 ครั้งแต่ไม่มาก

Q : รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)ขัดแย้งกับนโยบายให้ทุกคนมีสิทธิด้านสุขภาพและเข้าถึงบริการหรือไม่ เพราะจะก่อให้เกิดการดึงตัวหมอ ไปรองรับMedical Hubจะทำให้หมอยิ่งขาดแคลนหรือเปล่า

A : อันนี้เป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างโรงพยาบาลศิริราชโรงพยาบาลรามาธิบดี กำลังทำ Medical Hub ผมว่า เรื่องนี้รัฐบาลเองอาจจะต้องมาวางนโยบายว่า ถ้าสมมุติโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐ โรงเรียนแพทย์ในเขตกรุงเทพมหานคร เช่น ศิริราช ,รามาธิบดี ,จุฬาลงกรณ์ , ธรรมศาสตร์ ,วชิระ ,ศรีนครินทร์วิโรฒ รวมถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของกรมการแพทย์ เช่น ราชวิถี , นพรัตน์ หรือในต่างจังหวัด เช่น ขอนแก่น เชียงใหมที่กำลังทำ หลายที่ที่มีโรงเรียนแพทย์

นโยบายตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องมองให้รอบด้าน ถ้ามองมุมมองด้านศรษฐหกิจอย่างเดียวในการหารายได้เข้าประเทศก็เป็นเรื่องที่ถูก แต่ผมคิดว่า เราคงต้องมองถึงผลกระทบ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการที่จะทำ เท่าที่ได้ยินข่าวมามีความคาดหวังว่าจะมีรายได้จากการที่มีคนต่างชาติมารับบริการในประเทศไทยปีหนึ่งมากกว่าแสนล้านบาทจะต้องใช้แรงงานหมอพยาบาลในการจัดบริการสักกี่คนกว่าจะได้เงินแสนล้านบาทมันมหาศาล

ยกตัวอย่าง บริการให้ได้เงิน 1 ล้านบาท ผู้ป่วยอาจต้องมานอนโรงพยาบาลประมาณ 10 วัน หากบริการให้ได้เงินแสนล้านบาทแสดงว่า ผู้ป่วยต้องมานอนโรงพยาบาลกี่วัน ต้องใช้หมอ และพยาบาลจำนวนมาก ดังนั้น หากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายนี้ต้องมีกลไกในการที่จะหาวิธีในการสนับสนุนให้มีการผลิตแพทย์ พยาบาล แล้วมีเงินจ่ายจูงใจให้ไปอยู่ในชนบทรักษาคนที่มีฐานะยากจน เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝาก ไม่อย่างนั้นผลกระทบระยะยาวเราจะมีปัญหากับคนไทยแน่นอน

ที่ผมเป็นห่วงมากเพราะระบบ30 บาทเป็นระบบที่ดูแลคนจนเป็นส่วนใหญ่ ผมไม่ได้ขัดค้านนโยบายเรื่อง Medical Hub เพียงแต่ว่า อยากจะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมองให้รอบด้านว่า กลไกที่เกิดขึ้นได้ผลดีเชิงสถิติ แต่ถ้ามีผลกระทบต่อประเทศชาติ ต้องหาทางป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ

Q : ทุกวันนี้ยังสืบทอดเจตนารมย์ของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสปสช. คนแรก ผู้บุกเบิกผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้เหมือนเดิมหรือไม่

A : เจตนารมย์ของหมอสงวนคือ ไม่อยากให้คนไทยยากจนหรือล้มละลายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย อยากจะทำให้ประชาชนเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วมีที่ไปใช้บริการ เป็นมะเร็งต้องได้รักษาโรคมะเร็ง บริการที่ประชาชนได้รับต้องมีคุณภาพ การทำงานพวกนี้ต้องการให้มีส่วนร่วมของคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราถือว่าได้เดินนโยบายไปตามเจตนารมย์ของนายแพทย์สงวน

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หากนับจากปีพ.ศ.2544 ที่นายแพทย์สงวนเริ่มต้นไว้จนถึงปีนี้ถือว่าเราก้าวมาไกลพอสมควร แต่สิ่งที่สปสช.ดูแลเป็นกลไกทางด้านการเงิน มีเงินอย่างเดียวไม่เกิดการบริการ ต้องมีคนไปให้บริการ มีระบบ มีโรงพยาบาล มีซัพพลายเชนต่าง ๆ ในการที่จะไปทำให้ประชาชนเกิดการรับบริการ เพราะฉะนั้น
ตรงนี้ยังไม่บรรลุเป้าหมาย แต่มีความพยายามที่จะเดินต่อ แต่เป็นเป้าหมายเป็นอุดมการณ์ที่น่าจะสานต่อ

Q : มีความพยายามในการรวม 3 กองทุนสุขภาพเข้าด้วยกันคือ สำนักงานประกันสังคม(สปส.)-สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ดูแลกองทุน 30 บาท และกองทุนสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งดูแลโดยกรมบัญชีกลาง การจะทำให้ราคายา เครื่องมือทางการแพทย์ หรือมาตรฐานทั้งหมดเท่ากันได้หรือไม่ ได้เห็นเมื่อไหร่

คำว่ารวม 3 กองทุน ผมฟังดูเหมือนจะยุบ 3 หน่วยงานเข้าเป็นกองทุนเดียว ต้องบอกว่า ขณะนี้ไม่มีความตั้งใจที่จะยุบรวม แต่ตั้งใจที่จะทำให้มีความเท่าเทียมกัน หมายความว่า สิทธิประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับทั้ง 3 กองทุน ต้องมีสิทธิประโยชน์หลักเท่าเทียมกันก่อน อาจจะไม่เท่าทั้งหมด แต่อย่างน้อย 1.สิทธิประโยชน์หลักที่รัฐบาลจัดให้ต้องได้เท่ากัน 2.สิทธิในการเลือกใช้บริการเวลาเจ็บป่วยต้องใกล้เคียงกัน การจ่ายต้องใกล้เคียงกัน
ขณะนี้เราใช้คำว่า รัฐวิสาหกิจ รวมถึงระบบราชการต้องพยายามทำให้สอดรับกัน(Harmonize) แต่การบริหารยังให้สำนักงานประกันสังคมดูแลประกันสังคม กรมบัญชีกลางดูแลสวัสดิการข้าราชการ แต่กติกาในการจ่าย วิธีการจ่าย อัตราในการจ่าย 3 หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องมาช่วยกันเจรจาหารือกันว่า จะตั้งสิทธิประโยชน์ใหม่อย่างไร การจัดการ การจ่ายอย่างไร ความแตกต่างจะพยายามค่อย ๆขยับให้มาใกล้กัน แต่จะขยับยุบมาทีเดียวเลยทันทีคงไม่ได้ จะมีปัญหาในเรื่องการทำความเข้าใจของตัวข้าราชการเอง และประกันสังคมเอง ผมคิดว่าให้เวลา ไม่อย่างนั้นจะเกิดแรงต่อต้าน

สิ่งที่ 3 กองทุนจะร่วมมือกันทำ และมีความเป็นไปได้ ไม่กระทบโดยตรงต่อการบริการ เช่น การซื้อยา การตั้งราคาพวกเครื่องมือแพทย์ อันนี้จะมีผลกระทบต่อบริษัทยา หรือตัวโรงพยาบาล อันนี้เร??ทำได้โดยไม่มีผลกระทบต่อประชาชนที่มาใช้บริการ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ 3 กองทุนจะร่วมมือกัน

ผมยกตัวอย่างความแตกต่างที่ผ่านมา อาจมีผลกระทบต่อการให้บริการของหมอ และประชาชน สมมุติคนไข้กองทุนสุขภาพของสปสช.ไปผ่าตัดไส้ติ่งที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง กับข้าราชการไปผ่าตัดไส้ติ่งที่โรงพยาบาลเดียวกัน ป่วยโรคเดียวกัน ใช้ห้องผ่าตัดเดียวกัน หมอทีมเดียวกัน ทางสปสช.จ่ายเงินให้โรงพยาบาลได้ 9,500 บาท กรมบัญชีกลางจ่ายได้ 18,000 บาท นี่คือสิ่งที่มีความแตกต่างระหว่าง 2 หน่วยงาน ประชาชน และข้าราชการไม่ทราบ นี่เป็นการจ่ายกันเบื้องหลังฉาก

แต่ว่าเรามองไส้ติ่งใครป่วยก็ต้องรักษา แต่ถ้าเป็นโรคที่รอการรักษาได้ เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นใช้หมอ ใช้ห้องผ่าตัดเดียวกัน ใช้เครื่องมือเหมือนกัน สปสช.จ่ายเงินให้โรงพยาบาลได้ประมาณ 109,000 บาท แต่กรมบัญชีกลางจ่ายได้ 2 แสนกว่าบาท ต่างกันเท่าตัว เราเกรงว่า โรคที่มีคิวรอได้ ถ้านานไป โรงพยาบาลอาจเลือกไปผ่าตัดให้ผู้ป่วยที่ใช้สวัสดิการข้ราชการ หรือใช้ประกันสังคมก่อน

อันนี้จึงเป็นสิ่งที่เราพยายามทำให้การจ่ายใกล้เคียงกัน ผมคงไม่ได้ขยับไปจ่ายเท่ากับกรมบัญชีกลาง แต่จะร่วมกันหาต้นทุนที่แท้จริงว่า จำนวนเงินที่ผมจ่ายถือว่าได้คำนวณตามต้นทุนที่ได้มีงานวิจัยมารองรับอยู่แล้ว กรมบัญชีกลางบอกว่า จ่ายตามที่โรงพยาบาลเรียกเก็บ แต่ไม่ว่าสปสช.จ่ายหรือว่า กรมบัญชีกลางก็นำเงินภาษีมาจ่าย เพราะฉะนั้นแนวคิดของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องการทำให้สอดรับกัน ควรจะจ่ายอัตราเดียวกันเลยดีกว่า ข้างหน้าอาจจะใช้เวลาหน่อย

ที่นี้อัตราเดียวเท่าไหร่ อัตราที่สปสช.จ่าย หรือที่กรมบัญชีกลางจ่าย หรืออยู่ระหว่างนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ ร่วมกันจัดทีมวิจัยเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และหาต้นทุนที่แท้จริง คือว่า ผมคิดว่า นั่นเป็นกลไกหลักของผม ใช้ต้นทุนที่จ่ายตามราคาที่เรียกเก็บ ซึ่งในขบวนการให้กำไรส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่กำไรเท่าตัว แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ระบบมันมีปัญหาในแง่ของการคิดต้นทุนการเรียกเก็บได้เห็นแน่ ทิศทางมันชัดเจน นางสาวยิ่งลักษณ์ นายกฯทราบว่า นี่เป็นความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุนสุขภาพ และมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

กองทุน 30 บาทเริ่มต้นเปลี่ยนความรู้สึกจากคนไข้”อนาถา”เป็น”สิทธิ” ลองนึกถึงสมัยก่อน เวลาชาวไร่ชาวนาจะไปโรงพยาบาลกำเงิน 100 บาทแน่นจนเปียกเหงื่อ เพราะบางคนกว่าจะหาเงินได้ 100 บาทไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็ไม่รู้ว่า หมอจะให้ยา และคิดราคาเท่าไหร่ ถ้า 100 บาทไม่พอจายทางฝ่ายการเงินของโรงพยาบาลจะส่งคนไข้ไปเจรจากับนักสังคมสงเคราะห์ว่า คุณลุงมีเงินเท่าไหร่ หากมี 100 บาทจะเรียกเก็บ 80 บาทให้เหลือ 20 บาทกลับบ้าน หรือหากค่ายา 500 บาท เงินอีก 420 บาทที่ไม่มีจ่ายต้องให้หมอเซ็นชื่อรับรองเข้าระบบ”อนาถา”

กองทุน 30 บาททำให้เปลี่ยนความรู้สึกจากระบบคนไข้”อนาถา” ซึ่งส่วนตัวผมมองคำว่า “อนาถา” มาจากรากศัพท์คำว่า “อเนจอนาถ” มันไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มัน”น่าอนาถ” พอมาเปลี่ยนเป็น”สิทธิ”ดีกว่ามาก ปัจจุบันเจ้าหน้าที่จะถามผู่ป่วยว่า “ลุงใช้สิทธิอะไร”

10 ปีที่ผ่านมาถือว่า ประชาชนรับรู้ หรือตระหนักว่า นี่คือ”สิทธิขั้นพื้นฐาน”ตามระบอบรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนยังรู้สึกว่า “สิทธิ” และ”ศักดิ์ศรี”ความเป็นมนุษย์ยังน้อยกว่า”ข้าราชการ” การดำเนินนโยบายจากนี้ไปจะมีการยกระดับ มีการขยับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้เท่าเทียมกันในฐานะเป็นคนไทยด้วยกัน

Q : ช่วง10ปีที่รับตำแหน่งต้องดูแลคุณภาพการรักษา ดูแลภาคประชาชน อีกส่วนต้องถือไม้เรียวกำกับโรงพยาบาลทั้งรัฐ และเอกชน ซึ่งมีความไม่พอใจเกิดขึ้นบ้าง

A : คิดว่ามีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่บ้างแต่ไม่ใช่ทั่วไปผมคิดว่า ผมโชคดีเคยอยู่ภาคผู้ให้บริการ เราเข้าใจถึงกลไกความขาดแคลน เรารู้ว่า ที่มีปัญหาขณะนี้ไม่ใช่ความผิดของหมอหรือพยาบาลที่ให้บริการ เขาทำงานหนักอยู่ เราเข้าใจ เราเห็นใจคนทำงาน เวลาเกิดเหตุการณ์ข้อขัดแย้งระหว่างคนไข้กับหมอ ส่วนใหญ่เราใช้กลไกเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นหลัก

ยกตัวอย่างการใช้มาตรา 41 ไม่ใช่พิสูจน์ว่า หมอผิดหรือหมอถูก เป็นกลไกของการไกล่เกลี่ย เรารู้ว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะขาดแคลน เราเองก็มีส่วนที่จะไปช่วยผลักดันให้รัฐบาลทราบถึงปัญหา และพยายามเพิ่มงบประมาณ ในส่วนนี้ทางผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขทราบว่า ทางสปสช.ทำ
แต่ที่รู้สึกว่า ไม่?ี เพราะเวลาเหนื่อย มีปัญหาอะไรประชาชนจะไปเรียกร้อง และสปสช.แสดงบทบาทเป็นตัวแทนประชาชน ในการจัดการก็ต้องเข้าใจ ผมอธิบายให้เข้าใจว่า นั่นเป็นบทบาทที่ผมต้องทำ แต่อะไรที่เราสามารถเจรจากับหน่วยบริการในภาคประชาชนให้เข้าใจว่า สถานการณ์ในประเทศไม่ได้มีความสมบูรณ์เพียบพร้อมที่เราจะสามารถได้อย่างที่เราคาดหวังไปทั้งหมด
ผมคิดว่าเป็นกลไกที่เราพยายามทำความเข้าใจทั้งสองส่วน ไม่ได้ไปเอาใจใคร แต่ประชาชนต้องยอมรับประเทศไทยเราเป็นอย่างนี้ มีหมอจำนวนเท่านี้ มีโรงพยาบาลขนาดนี้ มีเวลาให้คนป่วยได้เท่านี้ ถ้าใช้เวลาตรวจผู้ป่วย 1 คนใช้เวลา 10 นาที มีห้องตรวจ 10 ห้อง มีผู้ป่วยรออยู่อีกหลายร้อยคน ในเวลา 1 ชั่วโมง ตรวจผู้ป่วยได้ 6 คน 3 ชั่วโมง ตรวจได้ 18 คน มันเป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่า ประชาชนหลายส่วนก็เข้าใจ คนส่วนใหญ่ที่ทำงานในโรงพยาบาลก็เข้าใจ คนที่ไม่มีปัญหาไม่พูด คนที่มีปัญหามาพูด เราเลยรู้สึกมีปัญหา แต่ทั่วไปไม่มีปัญหา

Q : ตำแหน่งเลขาฯ กำลังจะครบวาระ จะลงสมัครอีกสมัยหรือไม่ เพื่อจะดูแลเงินกองทุนเป็นแสนล้านบาท

A : ภาระกิจยังมีต้องทำ แต่การตัดสินใจคงต้องดูทิศทางโดยรวม ทางคณะกรรมการที่คัดเลือกเข้าใจ และเห็นศักยภาพของเราหรือไม่ ผมเองก็อยู่ระหว่างการตัดสินใจ ส่วนทีมงานน้อง ๆ ที่ทำงานมาด้วยกันก็ถาม ทั้งมีความรู้สึกเป็นห่วง สุดท้ายต้องประเมิน

Q : เสียงสนับสนุนเลขาฯจากกลุ่มแพทย์ชนบท และจากกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

A : ผมไม่ทราบว่าเป็นเสียงสนับสนุนแต่ว่าผมเข้าใจว่าเนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา เราได้รับการแต่งตั้งมา เราพยายามทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการพิทักษ์ผลประโยชน์ ตัวแทนของภาคประชาชนคงเห็นบทบาทนี้ชัดเจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเราทำหน้าที่นี้ ส่วนแพทย์ชนบทเอง ผมคิดว่า ในส่วนหน่วยบริการโดยส่วนใหญ่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสปสช.อย่างที่ผมเรียนมีบางส่วนที่รู้สึกว่า เวลามีปัญหาในกระบวนการ เจรจาต่อรอง ทำไมไปยืนอยู่ข้างประชาชนเป็นหลัก เขาไม่เข้าใจ แต่อย่าลืมทั้งภาคประชาชน และกลุ่มแพทย์ชนบทไม่ได้เลือกผม (หัวเราะ)

Q : คำถามสุดท้ายมีความพยายามของกลุ่มทุนที่จะมาแทรกแซง

A : ผมไม่มองโยงใยขนาดนั้นคนที่เข้ามาจะเป็นอย่างไรในฐานะเป็นสำนักงานไม่ว่า ใครจะเป็นคณะกรรมการ มีการออกแบบมาให้ตัวที่ควบคุมเรา บอร์ดคุมเชิงนโยบาย บอร์ดต้องรับนโยบายจากรัฐบาลมาบวกกับดูกฎหมายต่าง ๆ มากำหนดนโยบายให้สปสช.ทำ ทางสปสช.มีหน้าที่แปลงนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ถ้าสมมุติกลไกเป็นแบบนี้ ผมมั่นใจว่า นโยบายรัฐบาลชุดนี้เป็นนโยบายที่สนับสนุนให้มีการพัฒนาโครงการ 30 บาท ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ และสังคมเฝ้ามองอยู่ผมมั่นใจว่า กลไกคงจะเดินไปข้างหน้า เวลากระบวนการในการประชุมจะมีการแสดงความคิดเห็นเป็นธรรมดา แต่ในฐานะที่เราเป็นองค์กรแบบนี้เราต้องมีหน้าที่ในการปรับตัวให้ไปกับการทำงานของบอร์ดได้ ไม่ว่าจะมาจากที่ไหน

Q : ต้องไปในทิศทางเดียวกับการเมืองได้
A : ผมคิดว่าต้องไปทิศทางเดียวกับรัฐบาล ซึ่งกำหนดโดยทางการเมืองในเชิงนโยบาย

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.