Tag Archives: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

สธ. เตรียมฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ให้กลุ่มเสี่ยงปีนี้ 3.55 ล้านคน เริ่มมิย.นี้

สธ. เตรียมฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ให้กลุ่มเสี่ยงปีนี้ 3.55 ล้านคน เริ่มมิย.นี้

วันนี้ (16 พฤษภาคม 2555) ที่กรมควบคุมโรค นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ คณะที่ปรึกษาทางวิชาการ และคณะทำงานโครงการให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อเตรียมการวางแผนการบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แก่ประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ในปี 2555

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวว่า นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้กระทรวงสาธารณสุขฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงให้มากที่สุด เพื่อลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคนี้ โดยให้กรมควบคุมโรค และสปสช. จัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดรวมป้องกันได้ 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 หรือไวรัสไข้หวัด 2009 ชนิดเอ เอช 3 เอ็น 2 และชนิดบี ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล จำนวน 3.55 ล้านโด๊ส เพื่อฉีดให้กลุ่มเสี่ยง 2 กลุ่มฟรี ได้แก่ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลรักษาผู้เจ็บป่วย และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสัตว์ปีก

และประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง มะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัด เบาหวาน ธาลัสซีเมีย และภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม ผู้พิการทางสมองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี และหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป โดยจะเริ่มให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 จนถึง 30 กันยายน 2555 ที่โรงพยาบาลของรัฐ และสถานบริการที่เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วัคซีนจะมีมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาก็ตามก็ขอให้กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่านิ่งนอนใจให้รีบไปฉีดวัคซีนตามกำหนดแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถป้องกันโรคได้ทันท่วงที แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่โรคเรื้อรังเช่น โรคหัวใจหากโรคเดิมยังควบคุมไม่ได้ดีก็ไม่ควรรีบฉีดวัคซีนนัก ขอให้ปรึกษาแพทย์ที่รักษาเพื่อควบคุมอาการให้ดีที่ก่อนเริ่มฉีดวัคซีนเพื่อความปลอดภัยมากที่สุด

ด้านนายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการติดตามประเมินผลหลังฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยง พบว่า ได้ผลดี วัคซีนมีความปลอดภัยสูง และบุคลากรการแพทย์ร้อยละ 70 บอกว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ลดลง ส่วนในภาพรวมพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างชัดเจน จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานในปี 2552 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 120,400 ราย เสียชีวิต 231 ราย ในปี 2553 มีผู้ป่วย 115,183 ราย เสียชีวิต 126 ราย ปี 2554 มีผู้ป่วย 56,766 ราย เสียชีวิต 8 ราย และในปี 2555 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 พฤษภาคม พบผู้ป่วย 11,380 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน หากประชาชนเปียกฝนขอให้รีบอาบน้ำ สระผม และเช็ดให้แห้งและใส่เสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และคาดหน้ากากอนามัยหากเป็นหวัดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนอื่น หากมีไข้ต้องหยุดพักและรีบไปพบแพทย์ทันที รักษาตัวจนอาการหายดี

ที่มา : Article Base KCNBRAND.COM

อนาคต 3 กองทุนสุขภาพในมุมมองของประชาชน

อนาคต 3 กองทุนสุขภาพในมุมมองของประชาชน

ตั้งแต่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มนโยบายลดความเลื่อมล้ำในการรักษาผู้ป่วยจากกองทุนหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน คือ กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) ,กองทุนประกันสังคม (สปส.), กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (กรมบัญชีกลาง) โดยนโยบายเปิดตัวนี้คือ “เจ็บป่วยฉุกเฉินทุกที่ รักษาทั่วถึงทุกคน” ซึ่งเน้นย้ำว่าประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงขั้นเสี่ยงต่อชีวิต จะสามารถเข้ารับการรักษาที่รพ.ทุกแห่งทั่วไทยทั้งรัฐบาลและเอกชน โดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิว่าอยู่กองทุนไหน ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษา ทางรัฐบาลจะสำรองจ่ายให้ก่อนผ่านทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสปสช.ค่อยจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายกับกองทุนสุขภาพที่เกี่ยวข้องภายหลัง ซึ่งทางรัฐบาลได้มีการกำหนดเรื่องมาตรฐานค่ารักษาพยาบาลไว้คำนวนตามค่าความสัมพัทธ์ (Relative Weight : RW)คือ 10,500 บาท/RW

สำหรับเราๆท่านๆที่เป็นประชาชนทั่วไปไม่ได้อยู่ในวงการแพทย์พยาบาลคงจะไม่ทราบครับว่า RW (Relative Weight) คิดยังไงมีมาตรฐานหรือสูตรคำนวนอย่่างไร และราคาที่รัฐบาลกำหนดไว้เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ทั้งรัฐาบาล, 3 กองทุนสุขภาพหลัก และผู้ให้บริการ(รพ.,หน่วยบริการ) จะทำความเข้าใจตกลงกันให้ได้ โดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วย

โครงการลดความเลื่อมล้ำแรกเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งอ้างอิงคำนิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามประกาศของคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) โดยเจาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง คือ 1.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ, 2.ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งคำอธิบายถ้าอ่านและสรุปโดยภาพรวมคือเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงหากไม่รักษาโดยทันที แต่ทั้งนี้คำอธิบายไม่สามารถระบุโรค อาการ ลักษณะได้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นดุลยพินิจของแพทย์ที่จะพิจารณาตามอาการแล้ววิเคราะห์ต่อว่าเข้าข่าย 2 ข้อหรือไม่ ซึ่งการวิเคราะห์และสรุปนี้อาจไม่เป็นบรรทัดฐานเดียวกันได้แต่ส่งผลต่อผู้ป่วยในเรื่องค่ารักษาพยาบาลแน่นอน และค่ารักษาสำหรับกรณีหนักๆมักจะแพงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่ไม่มีกองทุนสุขภาพใดๆรองรับ

แต่ทว่าหากโครงการลดความเลื่อมล้ำของการให้บริการในแต่ละกองทุนสุขภาพ มีการขยายขอบเขตมากกว่าผู้ป่วยฉุกเฉิน ไปสู่การรักษาโรคเฉพาะ,โรคเรื้อรัง (ไต เอดส์ มะเร็ง หลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น) และสุดท้ายหากจะลดความเลื่อมล้ำให้เหลือศูนย์คงต้องครอบคลุมการรักษาทั่วไปด้วย หากเป็นได้แบบนี้การรักษาขั้นพื้นฐานของหน่วยบริการ โรงพยาบาล คลินิก ทุกที่ทั่วไทยจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาบนมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งเปรียบเสมือนกับรัฐาบาลทำประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนคนไทยทุกคน สามารถรักษาได้ทุกหน่วยบริการทั่วไทย หากประชาชนคนใดต้องการการรักษาที่พิเศษล้ำเกินกว่ามาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดไว้ ก็สามารถซื้อสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมหรือจ่ายส่วนต่างได้ ซึ่งจะเป็นการลดภาระค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยของประชาชนได้

ทำให้เราๆทุกท่านสามารถคำนวนได้ว่าอนาคตหากเป็นโรคใดๆเราจะได้รับการรักษาพื้นฐานอย่างไร ต้องการเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์เท่าไรก็คำนวนเป็นค่าใช้จ่ายทีต้องจัดเตรียมไว้ได้ ไม่ต้องกังวลว่าหากเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรก็ตามต้องมองหารพ.รัฐบาลเท่านั้นที่ค่ารักษาถูกที่สุด และยังเป็นผลดีในการกระจายการรักษาไปยังหน่วยบริการใกล้บ้านมากขึ้น

ซึ่งอนาคตคงหวังอย่างยิ่งว่าเมื่อลดความเลื่อมล้ำในเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้แล้ว อยากให้รัฐบาลจัดทำโครงการลดความเลื่อมล้ำในการรักษาด้วย ซึ่งการที่โรงพยาบาลเอกชนแม้ว่าจะแพงสักเท่าไรก็ยังมีประชาชนยินดีเสียค่าใช้จ่ายที่สูงเข้ารักษา นั่นเพราะอะไร โดยส่วนตัวที่ได้สัมผัสทั้งสองภาคการบริการต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเข้าถึงการรักษา, อุปกรณ์การรักษา, คำพูดต่อผู้รับบริการ (แต่ไม่ได้เหมารวมทุกคนครับ เพราะคนดีก็มีเพียงแต่อาจหาได้น้อยกว่า), เป็นต้น หากลดความเลื่อมล้ำด้านนี้ได้ผู้ป่วยคงจะกระจายไปไม่มากระจุกตัวมากตามรพ.ใหญ่และมีชื่อเสียง ซึ่งจะลดความแออัด ทำให้เข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น อัตราผู้ป่วยต่อแพทย์จะลดลงทำให้แพทย์มีเวลามากขึ้น ส่งผลให้การรักษาการวินิจฉัยดีขึ้นด้วย

แนวทางการเบิก-จ่ายกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน 3 กองทุนของโรงพยาบาลเอกชน

แนวทางการเบิก-จ่ายกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน 3 กองทุนของโรงพยาบาลเอกชน

เนื่องจากในวันที่ 1 เมษายน 2555 ตามนโยบายรัฐบาลการให้บริการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงนั้น ไม่ต้องตรวจสอบว่าใช้สิทธิกองทุนไหน หรือรักษาโรงพยาบาลอะไร ผู้ป่วยสามารถเข้ารักษาได้ทันทีที่โรงพยาบาลใกล้เหตุฉุกเฉิน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆซึ่งทางรัฐบาลกำหนดให้สปสช.สำรองจ่ายไปทั้งหมดก่อน และค่อยเรียกเก็บจากกองทุนที่ดูแลผู้ป่วยนั้นๆอีกที โดยแนวทางการเบิก-จ่ายกรณีฉุกเฉินนี้ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายแพทย์วินัย สวัสดิวร ได้กล่าวไว้ดังนี้

“จากการที่รัฐบาลมีนโยบายการสร้างความเสมอภาคของระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย ต้องการให้คนไทยได้รับการบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันทั้ง 3 กองทุน คือสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมทั้ง พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ ให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพและรวดเร็ว ซึ่งจะเริ่มบูรณาการร่วมกันในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 นี้เป็นต้นไป เมื่อประชาชนที่อยู่ภายใต้หลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน เจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถไปรับบริการที่ใดก็ได้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน จะได้รับบริการตรวจรักษาทันที โดยไม่ต้องถูกถามสิทธิ ไม่ต้องสำรองเงินจ่ายล่วงหน้า และต้องได้รับการส่งต่อไปรับบริการที่มีศักยภาพสูงขึ้นหากจำเป็น หรือรักษาจนกว่าอาการจะหายหรือทุเลา เนื่องจากการได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นนาทีวิกฤติเร่งด่วนของชีวิต เป็นตายเท่ากัน การรักษาที่รวดเร็ว จะช่วยให้รอดชีวิตหรือลดความพิการได้

ในการจ่ายค่าชดเชยบริการผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินให้แก่โรงพยาบาลเอกชน กรณีเข้ารับบริการในโรงพยาบาลที่เป็นเครือข่ายของทั้ง 3 กองทุน ให้ดำเนินการตามปกติ กรณีเข้ารับบริการนอกเครือข่าย หากเป็นผู้ป่วยนอก ไม่ได้รับไว้ในโรงพยาบาล ให้ใช้อัตราการเบิกจ่ายที่เรียกเก็บของกรมบัญชีกลาง และในกรณีที่รับผู้ป่วยรักษาเป็นผู้ป่วยใน จะจ่ายในอัตรา 10,500 บาทต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ (RW – Relative Weight) ตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมหรือดีอาร์จี (DRG)

นายแพทย์วินัยกล่าวต่อว่า ขณะนื้ ทั้ง 3 กองทุน ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องการเบิกจ่าย โดยมีการปรับปรุงกฏระเบียบต่างๆ โดยกรมบัญชีกลางได้แก้ไขพระราชกฤษฎีกา ผู้ป่วยสิทธิข้าราชการไม่ต้องสำรองจ่าย และสามารถชดเชยในอัตรา 10,500 บาท ต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับระบบการเบิกจ่ายกลางทางอิเลคทรอนิค และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสปสช.ได้ปรับปรุงประกาศเพื่อให้ใช้อัตรากลาง โดยให้สปสช.เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง (Clearing house ) ให้แก่โรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศที่ให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมี่ยม หรือเอกชนชั้นหนึ่ง เช่นโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ยินดีร่วมให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าขั้นวิกฤติหรือเร่งด่วนที่ไปใช้บริการ ภายใต้มาตรฐานและรับการชดเชยในอัตรา 10,500 บาทต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก นอกจากนี้จะให้สปสช.จัดระบบประสานงานการชดเชยกับกองทุนผู้ประสบภัยจากรถ และให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติพัฒนาศักยภาพระบบการแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาล และระบบส่งต่อผู้ป่วยให้เข้มแข็งขึ้น ะบบปกติของทั้ง 3 กองทุนยังดำเนินไปตามปกติ และจะมีการปรับ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สปสช.จะได้เร่งประชาสัมพันธ์ สื่อสารเรื่องภาวการณ์ป่วยฉุกเฉิน เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประชาชน และวิธีการรับบริการโรงพยาบาลเพื่อให้เข้าใจตรงกัน”

นั่นคือการจ่ายเงินสำรองค่ารักษาพยาบาลที่อิงตามค่าน้ำหนักสัมพันธ์ หรือ RW หรือ Relative Weight นี้โดยจะจ่ายให้เท่ากับ 10,500 x RW ( RW เป็นค่าคำนวนทางการแพทย์ให้น้ำหนักการรักษาแต่ละอย่างคำนวนออกมาเป็นตัวเลข) เช่น รถชนบาดเจ็บฉุกเฉินเข้ารักษาที่รพ. 10 วัน การรักษาไม่ว่าจะให้เลือด ผ่าตัด ดูแลให้ยาต่างๆจะมีการคำนวนออกมาสมมติได้ RW=7.5 แสดงว่าสปสช.จะจ่ายเงินสำรองค่ารักษาพยาบาลให้รพ.จำนวน 78,750 บาท โดยรพ.จะต้อไม่เรียกเก็บเงินสองต่อจากผู้ป่วยด้วย จากนั้นหากผู้ป่วยรายนี้มีสิทธิประกันสังคมทางสปสช.จะเรียกเก็บเงิน 78,750 จากสำนักงานประกันสังคมต่อไป โดยสปสช.เปรียบได้กับศูนย์สำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินทั้งหมด หรือหากผู้ป่วยไม่มีสิทธิใดๆเลยสปสช.ก็ถือว่าเข้าข่ายผู้ป่วยบัตรทองตามมาตราที่กำหนดต่อไป

ที่มา : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้ ผู้ป่วยสาหัสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงไม่ต้องเสียเงิน

ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้ ผู้ป่วยสาหัสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงไม่ต้องเสียเงิน

ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้ ผู้ป่วยสาหัสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง ไม่ต้องเสียเงินรักษา

หลังรัฐบาลประกาศนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินของการบรูณาการ 3 กองทุนเพื่อให้การบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินสำหรับประชาชนทุกสิทธิ์ นำร่องเจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธิ์ รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคนเริ่ม 1 เม.ย.นี้ เน้นแก้ปัญหาผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินระดับวิกฤตหรือโคม่า ชี้หากไม่รักษาทันทีมีโอกาสเสียชีวิตสูง ส่วนกรณีหน่วยบริการที่รับผู้ป่วย 3สิทธิ์ส่งข้อมูลเบิกจ่ายมายังสปสช.เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเบิกจ่ายกลาง สำรองเงินจ่ายให้รพ.ตามอัตราผู้ป่วยใน ก่อนเรียกเก็บเงินจากแต่ละกองทุนต่อไป

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติมีการเสวนาเรื่อง “นิยามเจ็บป่วยฉุกเฉินและความพร้อมหน่วยงานเบิกจ่ายกลางหรือเคลียริ่งเฮาส์” (Clearing House) เพื่อรองรับระบบการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินสำหรับประชาชนทุกสิทธิ์ โดยไม่ต้องสอบถามสิทธิ์และไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า ตามแนวทาง เจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธิ์ รักษาทันที

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสปสช. กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายการบรูณาการ 3 กองทุนเพื่อการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินสำหรับประชาชนทุกสิทธิ์ ของระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน โดยเริ่มต้นที่ผู้ป่วยฉุกเฉินโดยมีแนวคิดให้ “ผู้ป่วยฉุกเฉิน”ได้รับบริการโดยไม่ต้องถามสิทธิ์ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือผู้ป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติและระดับเร่งด่วน จะต้องรับผู้ป่วยไว้จนผู้ป่วยอาการทุเลาสามารถส่งกลับบ้านหรือส่งต่อ/ส่งกลับสู่รพ.ในระบบต้นสังกัดได้ ซึ่งการดำเนินการนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินของทั้ง 3 กองทุน ที่เดิมมีปัญหาในการเข้ารับบริการฉุกเฉินในรพ.ที่อยู่นอกเครือข่าย ทำให้ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน และอาจจะถูกบ่ายเบี่ยงการรักษาพยาบาล รวมถึงเสียโอกาสจากขั้นตอนในการตรวจสอบสิทธิ์ โดยเฉพาะต้องการแก้ปัญหาผู้ป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติและเร่งด่วนที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว แต่ต้องเสียโอกาสจากการตรวจสอบสิทธิ์ และรพ.ไม่มั่นใจว่าจะได้รับเงินค่ารักษา แนวทางใหม่ที่ดำเนินการนี้ จะปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ทุกรพ.ไม่ต้องถามสิทธิ์การรักษาพยาบาลจากผู้ป่วย ผู้ป่วยไม่ต้องสำรองจ่าย รพ.รักษาทันที แล้วจึงมาเบิกจ่ายจากกองทุนที่เป็นสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ป่วยแทน

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการชดเชยค่าบริการ สปสช. กล่าวว่า ในส่วนอัตราและเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชยนั้น หลักการคือ ในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษากับรพ.ในเครือข่ายของ 3 กองทุน ให้เป็นไปตามระบบปกติของทั้ง 3 กองทุน แต่กรณีที่เข้ารับการรักษากับรพ.นอกเครือข่ายของสิทธิการรักษาของผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วยนอก จ่ายตามอัตราที่เรียกเก็บของกรมบัญชีกลาง สำหรับผู้ป่วยใน จ่ายตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมหรือดีอาร์จี (DRG) โดยมีอัตราจ่ายตามน้ำหนักของโรคหรือRWละ 10,500 บาท วิธีการคือ สำหรับรพ.นอกเครือข่ายของทั้ง 3 กองทุนที่รับรักษาผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินทั้งจากผู้ป่วยที่ส่งมาโดยรถกู้ชีพ 1669 หรือนำส่งเองเข้ารพ.ที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วรพ.ต้องให้การรักษาทันที หลังจากนั้นจึงลงทะเบียนเบื้องต้น บันทึกข้อมูลการให้บริการ ส่งมาที่หน่วยงานเบิกจ่ายกลางซึ่งสปสช.รับหน้าที่นี้ หลังจากนั้นสปสช.จะประมวลผลและจ่ายชดเชยให้กับรพ.ไปก่อน แล้วจึงส่งใบแจ้งหนี้ให้แต่ละกองทุนเพื่อจ่ายเงินคืน วิธีการจ่ายนี้เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและให้รพ.ที่รับการรักษาได้รับเงินโดยเร็ว

นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน(สพฉ.) กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่มีความสำคัญคือ การเจ็บป่วยฉุกเฉินเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินระหว่างแพทย์และผู้ป่วยไม่ตรงกัน จุดนี้ให้ยึดตามนิยามผู้ป่วยฉุกเฉินตามประกาศของคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งแบ่งเป็น

1.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ คือ บุคคลที่มีอาการป่วยหรือบาดเจ็บกะทันหันที่มีภาวะคุกคามต่อชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาทันทีเพื่อแก้ไขระบบหายใจ ไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูงหรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้น หายใจไม่ออกหอบรุนแรง หยุดหายใจ ภาวะช็อก ชักตลอดเวลาหรือชักจนตัวเขียว เลือดออกมากอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา

2.ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน คือ บุคคลที่มีอาการป่วยหรือบาดเจ็บเฉียบพลันหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรีบด่วนมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจนพิการหรือเสียชีวิตได้ เช่น ไม่รู้สึกตัว ชัก อัมพาตหรือตาบอดหูหนวกทันที ตกเลือดซีดมากจนเขียว เจ็บปวดมากหรือทุรนทุราย ถูกพิษหรือรับยาเกินขนาด ได้รับอุบัติเหตุโดยเฉพาะมีบาดแผลที่ใหญ่มากหลายแห่ง
ทั้งนี้แนวทางครั้งนี้เน้นผู้ป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติและเร่งด่วน นั่นหมายความว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ได้รับการส่งรักษาโดยบุคคลอื่น ซึ่งต้องเป็นรพ.ที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อให้การรักษาทันท่วงทีลดการสูญเสียชีวิตและความพิการรุนแรงจากเหตุไม่จำเป็น

ที่มา : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ยาต้านไวรัสเอชไอวีสำหรับผู้ป่วยเอดส์

ยาต้านไวรัสเอชไอวีสำหรับผู้ป่วยเอดส์

สิทธิประโยชน์ยาต้านไวรัสเอชไอวีสำหรับผู้ป่วยเอดส์

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยได้รับการจัดบริการยาต้านไวรัสเอชไอวีจากกระทรวงสาธารณสุขมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และตั้งแต่ปีงบประมาณ 2543 กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มให้บริการยาต้านไวรัสแก่ผู้ป่วยเอดส์ โดยใช้ยาต้านไวรัสในสูตรยา 3 ชนิดพร้อมกัน กระทั่งปี พ.ศ. 2545 ได้มีการผลิตยาต้านไวรัสโดยองค์การเภสัชกรรมเป็นผลทำให้ราคายาถูกลง และในปีงบประมาณ 2547 ได้มีการขยายโอกาสการเข้าถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ ภายใต้โครงการการ เข้าถึงบริการยาต้านไวรัสเอดส์ระดับชาติสำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ National Access to Antiretroviral Programs for Program for people with HIV/AIDS หรือที่รู้จักกันว่า NAPHA ซึ่งประสบผลสำเร็จบรรลุเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 50,000 ราย โดยมีจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัส สะสมจำนวน 50,752 ราย และกระทรวงสาธารณสุขได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับยาต้านไวรัสให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

ต่อมารัฐบาลได้กำหนดให้การบริการยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และประกาศให้ การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยศูนย์บริหารจัดการโรคเอดส์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการให้บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ได้รับโอนงานการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา โดยกำหนดเป้าหมายให้ผู้ป่วยเอดส์รับยาสูตรพื้นฐานไว้ที่ 100,000 ราย และผู้ป่วยเอดส์ที่รับยาสูตรดื้อยาจำนวน 8,000 ราย รวมทั้งการจัดบริการด้านการป้องกัน การตรวจคัดกรอง การตรวจวินิจฉัย การรักษา และการให้คำปรึกษาและความรู้ในการปฏิบัติตน การติดตามระดับเม็ดเลือดขาว การตรวจหาจำนวนภูมิต้านทาน CD4 และการติดตามส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยบริการทุกระดับทั่วประเทศ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อจึงทำให้ สปสช. สามารถจัดระบบการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์อย่างองค์รวม ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้

สิทธิประโยชน์ : บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์

1. การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ (สูตรพื้นฐานและสูตรดื้อยา) ในเด็กและผู้ใหญ่
2. การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงอันเนื่องมาจากรับประทานยาต้านไวรัส
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อติดตามการรักษา
การตรวจพื้นฐาน ได้แก่ CBC, FBS, Cr, Chol, TG, sGPT/ALT 2 ครั้ง/ปี
CD4 2 ครั้ง/ปี
Viral load 1 ครั้ง/ปี
Resistance testing 1 ครั้ง/ปี

4. การให้คำปรึกษาและตรวจคัดกรองหาการติดเชื้อเอชไอวีโดยสมัครใจ
Anti-HIV antibody 2 ครั้ง/ปี

5. การตรวจคัดกรองหาการติดเชื้อเอชไอวีในทารกที่คลอดจากมารดาติดเชื้อเอชไอวี
PCR testing 2 ครั้ง/ราย

6. ถุงยางอนามัยสำหรับการป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยที่มารับบริการ

การปรับเปลี่ยนสูตรยาต้านไวรัสเอดส์
เพื่อการควบคุมการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้แบ่งสูตรยาออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม A, B, C และ D และจัดเงื่อนไขการใช้ยาในแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม ยาในกลุ่ม A และ B อยู่ในสูตรพื้นฐานซึ่งแพทย์ผู้ให้การรักษาทั่วไปสามารถจ่ายได้ ส่วนยาในกลุ่ม C (สูตรพื้นฐานใช้เฉพาะกรณีมีผลข้างเคียงจากยา) และกลุ่ม D (สูตรดื้อยา) จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ การใช้ยาในกลุ่มดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการแต่งตั้งจาก สปสช. ก่อน

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการลงทะเบียนรับยาต้านไวรัสเอดส์
1. กรณีเป็นผู้ป่วยรายใหม่ ควรเลือกลงทะเบียนรับยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่เดียวกับหน่วยบริการประจำที่ระบุในบัตรทอง
2. หากไม่สามารถปฏิบัติในข้อ 1 ได้ ควรลงทะเบียนที่หน่วยบริการซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดเดียวกันกับหน่วยบริการประจำที่ระบุในบัตรทอง ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ สปสช. กำหนด
3. กรณีต้องการลงทะเบียนข้ามจังหวัด เช่น ทำงานต่างจังหวัด สามารถเลือกปฏิบัติได้สองวิธี คือ
• วิธีแรก ให้ย้ายหน่วยบริการประจำที่ระบุในบัตรทอง เป็นหน่วยบริการที่จ่ายยา ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ สปสช. กำหนด
• วิธีที่สอง หากไม่ต้องการย้ายหน่วยบริการประจำที่ระบุในบัตรทอง ให้ลงทะเบียนรับยาที่หน่วยบริการประจำก่อน แล้วจึงโอนย้ายมารับยายังหน่วยบริการที่ต้องการ (โดยได้รับความยินยอมจากหน่วยบริการแห่งใหม่)
4. กรณีหน่วยบริการจ่ายยาต้านไวรัสเอดส์ มิใช่หน่วยบริการประจำที่ระบุในบัตรทอง ต้องมีใบส่งตัวจากหน่วยบริการประจำเพื่อประกอบการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายบางรายการที่ไม่ครอบคลุมโดยกองทุนเอดส์ หากไม่มีใบส่งตัว ผู้ป่วยจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวเอง

การติดต่อประสานงานและสอบถามรายละเอียด
1. ประชาชนที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อทางโทรศัพท์สายด่วน สปสช. โทร. 1330
2. หน่วยบริการในพื้นที่ติดต่อประสานงานได้ที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาเขต พื้นที่ หรือกองทุนเพื่อบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โทรศัพท์ 0-2831-4000 ในเวลาราชการ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.